โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า

 



โรคซึมเศร้าปัญหาสำคัญทางสุขภาพ โรคใกล้ตัวที่สามารถรักษาให้หายขาดได้


กรมสุขภาพจิต ห่วงกลุ่มวัยรุ่นเยาวชน เสี่ยงมีภาวะซึมเศร้า

และมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

โรคซึมเศร้าเป็นความผิดปกติของสมองที่มีผลกระทบต่อความนึกคิด

อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและสุขภาพกาย

แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นผลมาจากความผิดปกติของจิตใจ

ในความจริงแล้วโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด

คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต

กล่าวถึงสถานการณ์โรคซึมเศร้าในสังคม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางสุขภาพ

และเป็นโรคใกล้ตัวที่สามารถรักษาให้หายขาดได้

หากไม่ได้รับการรักษาอาจรุนแรงจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้

จากข้อมูลสถิติขององค์การอนามัยโลก ในปีค.ศ.2017 ระบุว่า

มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั่วโลกประมาณ 322 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.4 ของประชากรโลก

และในประเทศไทย พบว่า มีคนไทยป่วยซึมเศร้า 1.5 ล้านคน

หากพิจารณาตามเพศและอายุของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

พบว่า ผู้หญิงเสี่ยงป่วยมากกว่าผู้ชาย 1.7 เท่า

โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ร้อยละ 62

และเป็นเยาวชนอายุ 15-24 ปี ร้อยละ 11.5 ทั้งนี้

แม้ในกลุ่มเยาวชนจะมีสัดส่วนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าน้อย

แต่นับเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญ

โดยมีข้อมูลพบว่า ในปี 2560 กลุ่มเยาวชนอายุ 20-24 ปี

มีอัตราการฆ่าตัวตายที่ 4.94 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 5.33 ต่อประชากรแสนคน


อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า การให้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323

พบว่า กลุ่มเยาวชนโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีผู้โทรเข้ามาใช้บริการทั้งสิ้น 40,635 ครั้ง

เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 11-25 ปี จำนวน 13,658 ครั้ง

เมื่อจำแนกตามประเภทของปัญหาพบว่า สัดส่วนของเด็กและเยาวชน

ที่มีปัญหาความเครียดหรือวิตกกังวล ปัญหาความรัก ซึมเศร้า

และมีความคิดหรือความพยายามฆ่าตัวตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
วัยรุ่นที่มีอายุ 19 ปี รายหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ว่า

ช่วงที่เริ่มคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าตอนที่มีปัญหาทะเลาะกับแม่อย่างหนัก

แล้วมีความคิดอยากจะตาย และเลือกที่จะปรึกษาปัญหาชีวิตกับเพื่อนอย่างเดียว

แต่ก็ตัดสินใจให้แม่เป็นคนพาไปพบแพทย์ หลังจากพบแพทย์

แพทย์ก็ได้ให้คำปรึกษาเบื้องต้นและแนะนำไกด์ไลน์ชีวิต

ให้ดีมากๆแต่ก็มีค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร

และก็จ่ายยามาให้สำหรับตัวเองคิดว่าการกินยาก็ช่วยได้เยอะมากๆ

เมื่อได้รับยาที่ถูกกับสารในสมองตัวเองก็จะทำให้ไม่คิดอะไรแย่ๆ

แต่เมื่อได้ยาที่ไม่ถูกกับตนเองก็จะมีอาการดิ่ง

แล้วก็ภาพหลอนในหัวตลอดเวลามีความคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่นไป
ในส่วนของวัยรุ่นรายหนึ่งที่มีอายุอยู่ในช่วง 20-23 ปี

ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตัวเองว่า เริ่ม สังเกตเห็นได้ตอนที่ตัวเองเริ่มร้องไห้ไม่หยุด

มีความคิดจะตาย ทำร้ายตัวเอง วางแผน แต่ก็ได้มีการปรึกษากับปรึกษาครอบครัวและเพื่อนบ้าง

สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจไปพบแพทย์เนื่องจากมีความรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้วจริงๆ

ไม่รู้จะให้ใครช่วย อยากหาย จึงไปหาหมอ ขอให้เขาช่วย

โดยหลังพบแพทย์ แพทย์ได้ให้คำแนะนำการแก้ไขเบื้องต้นและให้ยา

แต่สำหรับตัวเองการกินยามีผลข้างเคียงเยอะ

แต่จะช่วยแค่เรื่องการนอน นอนเยอะมากผิดปกติ

นอนหลับไม่เคยพอหรือนอนไม่หลับเลย

หิวมาก หรือกินน้อยลง ไม่มีสมาธิ ไม่มีสติ เบลอ ความจำสั้นมากๆ

พูดอะไรไปก็ลืม เรียนไม่รู้เรื่อง อารมณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง

ตัวสั่น ตัวชา ตัวเกร็ง ปวดหัวหนัก รู้สึกได้โรคเพิ่มขึ้นจากเดิม

คือภาพหลอนหูแว่ว เนื่องจากเอฟเฟคของยาเพราะเปลี่ยนมาหลายยามาก
สุดท้ายขอแนะนำถึงเพื่อนรุ่นเดียวกันที่มีความคิดว่าตัวเองเข้าข่าย

เป็นโรคซึมเศร้าให้ลองสังเกตตัวเองให้ดีๆ ว่ามีอาการเข้าข่ายจะเป็นไหม

แล้วรีบขอความช่วยเหลือคือการขอคำปรึกษา

การบอกคนอื่นว่าตัวเองมีอาการยังไง หรือพบแพทย์เลยก่อนที่จะมีอาการรุนแรงกว่านี้


โรคซึมเศร้า มีสาเหตุหลักที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง

และสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจการเงิน ความผิดหวัง ความสัมพันธ์

ความรัก ความสูญเสีย เป็นต้น หากเยาวชนไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้

จะทำให้ทุกปัญหากลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล

จนพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าและคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้

และอาการของโรคซึมเศร้า ได้แก่ เศร้า หดหู่ ซึม เบื่อหน่าย หงุดหงิด

ฉุนเฉียว ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ มีความคิดอยากตาย


อธิบดีกรมสุขภาพจิต

แนะแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาภาวะซึมเศร้าและ

การฆ่าตัวตายในกลุ่มเด็กและเยาวชนสามารถป้องกันได้

โดยใช้หลัก 3 ส. คือ สอดส่องมองหา ใส่ใจรับฟัง และส่งต่อเชื่อมโยง

นักเรียนนักศึกษาที่มีความเครียดวิตกกังวลกับปัญหาที่เผชิญอยู่

จะมีผลต่อสมาธิและความสามารถในการเรียน

ซึ่งคนรอบข้างสามารถสังเกตอาการและพฤติกรรมที่ผิดปกติ

ได้แก่ อาการเหม่อลอย ไม่ร่าเริงแจ่มใส มาเข้าเรียนสายหรือเรียนไม่ทันเพื่อน

เมื่อพบเห็นภาวะดังกล่าว คนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นเพื่อน

อาจารย์ที่ปรึกษา คนใกล้ชิด รวมทั้งครอบครัว

ควรเข้าไปพูดคุยร่วมกันหาสาเหตุ รับฟังปัญหาอย่างเข้าใจและใส่ใจ

ให้การช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา

หรือพาไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธี

จะทำให้อาการดีขึ้นและหายขาดได้

หรือสามารถโทรปรึกษาปัญหาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิตตลอด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูลจาก ประชาสัมพันธ์กรมสุขภาพจิต

แบ่งปันบทความนี้